สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมโดยให้มีมูลค่าเพิ่ม


สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ เป็น นวัตกรรมหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ตามหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลการทดลองอย่างมีขั้นตอนสามารถใช้งานได้จริง เกิดประโยชน์และใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่เพื่อการใช้งานโดยมีการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งชิ้นงานที่สร้างขึ้นนั้นอาจเป็นนวัตกรรมใหม่หรืออาจเป็นการดัดแปลงหรือพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่มีใช้งานอยู่แล้ว ทั้งนี้ชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะดังนี้
1. สิ่งประดิษฐ์ที่มีชุดต้นกำลัง เป็นผลงานการประดิษฐ์ที่ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์จะต้องอาศัยชุดต้นกำลังหรือชุดขับในการขับเคลื่อน เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ พลังงานน้ำ พลังงานลม เป็นต้น ส่งกำลังไปยังชุดทำงาน (Actuator)
2.  สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีชุดต้นกำลัง เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นได้ตามวัตถุประสงค์โดยไม่มีชุดต้นกำลังมาขับเคลื่อน เช่น อุปกรณ์แยกไข่แดง, podium , อุปกรณ์กันแก้วตก, อุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดกระจกในที่สูง ฯลฯ
3. ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นใหม่ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมโดยให้มีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นที่ผลงานที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่  โดยมีรูปลักษณ์ หีบห่อ หรือบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่ายซึ่งระบุข้อมูลที่จำเป็นของผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันตะไคร้หอมระเหย สบู่กระดาษ ฯลฯ
4. สิ่งประดิษฐ์จากการสร้างสรรค์ตามจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่สร้างขึ้นตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกระบวนการทางความคิดที่สามารถถ่ายทอดได้

สิ่งประดิษฐ์ หรือ Invention เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจ หรือความบังเอิญ โดยมีจุดประสงค์หลักที่เกิดจากความต้องการของมนุษย์เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจะเรียกว่านักประดิษฐ์ (Inventor) เราสามารถแบ่งยุคของการประดิษฐ์ออกได้เป็น 3 ยุคตามสิ่งประดิษฐ์ ได้แก่
1. ยุคต้น (ก่อนคริสศักราชถึงต้นปี500)
มนุษย์เรียนรู้การใช้ไฟและในการหลอมโลหะ ตีอุปกรณ์ ทำแก้ว ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของศาสนาและการทำมาค้าขาย ในยุคที่มีการแบ่งชนชั้นมากเช่นนี้ ผู้คนจำเป็นต้องมี การนำของไปถวายหรือบูชา ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือว่าการบูชาทำนาย ทำให้มีการทำเหมืองแบบเก่าเป็นจำนวนมาก เพื่อขุดทอง เงินและทองแดง ในการทำเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้เรื่องของเครื่องแต่งการยังเป็นยุคที่เฟื่องฟูอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้คนรู้จักการย้อมผ้าและ แล้วทักยอแบบหยาบๆ แล้ว โดยอาศัยตัวไหมและยางจากต้นไม้ ในทางเขตยุโรปผู้คนนิยมทำเครื่องเกราะ ดาบ เครื่องเงิน มงกุฎและอุตสาหกรรมต่อเรือยังเป็นอะไรที่เฟื่องฟูอีกด้วย
2. ยุครุ่งเรือง (ช่วงกลาง 500-1350)
นักประดิษฐ์ทางยุโรปเริ่มรู้จักการใช้ไฟฟ้า อาชิพนักวิทยาศาสตร์ เจริญเติบโตอย่างมากทำให้การประดิษฐ์ก้าวหน้าไปด้วย มีการค้นพบคุณสมบัติของไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ทำให้มีการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมากมาย เช่นการค้นพบคลื่นวิทยุ มอเตอร์ สนามพลัง ทำให้มีการสร้างรถยนต์ หลอดไฟ วิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งของลิเลคทรอนิคอีกมากมาย ทางทวีปแถบเอเชียได้รับอิทธิพลจากทางแถบยุโรปทำให้เจริญตามด้วย แต่ไม่มีเรื่องของการประดิษฐ์แต่จะเน้นเป็นผู้บริโภค ส่วนทางแถบอเมริกาเริ่มมีคนจากทางแถบยุโรปย้ายเข้าไปอยู่ในเขตของชนชาวพื้นเมืองซึ่งนำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากด้วย ทำให้สิ่งประดิษฐ์เริ่มมีการกระจาย และแพร่หลาย
3. ยุคปัจจุบัน (1350-ปัจจุบัน)
มนุษย์เริ่มรู้จักการประดิษฐ์ชิป มีการสร้างอุปกรณ์อิเลคทรอนิคขึ้นมามากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จรวด เรือดำน้ำ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ และกระจายไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและเท่ากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะ มหาอำนาจอย่างอเมริกา ที่มีนักประดิษฐ์มากกว่าและมีความพร้อม ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลทำให้เกิดความก้าวหน้าเร็วขึ้น แล้วเปลี่ยนการทำงานเป็นการทำงานแบบองค์กร หรือทีม

Comments are closed.