19 August
admin

R4LFoodSciDietandNutriModule
อาหารเป็นแหล่งของสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหารจะเกิดประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช ยากำจัดเชื้อรา หรือมีสารกันเสียในปริมาณที่ไม่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นอกจากนั้นแล้วอาหารจะต้องมีคุณภาพดี มีลักษณะปรากฏ รสชาติ สี กลิ่น รส และลักษณะเนื้อสัมผัสเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค มีอายุการเก็บนานพอสมควร ตลอดจนมีราคาที่เหมาะสม การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านวิศวกรรม ชีววิทยา และฟิสิกส์ ในการศึกษาธรรมชาติของอาหาร สาเหตุของการเสื่อมเสียของอาหาร หลักการแปรรูป ตลอดจนการพัฒนาอาหารเพื่อการบริโภคของสาธารณชน

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม อุตสาหกรรมของประเทศจึงอาศัยผลิตผลเกษตรเป็นรากฐานสำคัญ อุตสาหกรรมสำคัญที่ใช้ผลิตผลเกษตรเป็นวัตถุดิบในสัดส่วนสูงมาก คือ อุตสาหกรรมอาหาร ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมอาหารจึงก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าผลิตผลเกษตรและเพิ่มศักยภาพการค้ากับต่างประเทศด้วยการส่งออกสินค้าอาหาร ดังนั้นธุรกิจไม่ว่าใหญ่เล็กจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทันความต้องการผู้ซื้อ และมาตรฐานการค้าที่เข้มงวดขึ้นอยู่ตลอด องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาหารจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นปลายทางสำคัญของผลิตผลเกษตรของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งจะย้อนกลับไปสู่ความเป็นอยู่ทีดีขึ้นของเกษตรกรไทยในที่สุด การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารมีมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบันกระแสเรื่องความปลอดภัยในอาหารกำลังทวีบทบาทมากยิ่งขึ้น สินค้าอาหารของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อการส่งออกของประเทศขณะนี้กำลังถูกคุมเข้มตรวจสอบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ในบางครั้งการส่งออกต้องชะงักเพราะการตรวจสอบจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปได้ใช้มาตรฐานมาตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ด้วยเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการผลิตสินค้าของผู้ส่งมอบเพื่อส่งมอบกับผู้ค้าปลีก เป็นระบบที่เน้นการผลิตภายใต้ระบบการจัดการคุณภาพกับระบบความปลอดภัยในการผลิตอาหาเข้าด้วยกัน เพราะปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมนี้สามารถมีศักยภาพอย่างครบวงจร คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการผลิต

comments

28 July
admin

s4

นักประดิษฐ์ส่วนใหญ่เป็นนักคิดค้น ที่หมกหมุ่นกับสิ่งหนึ่งอย่างมุ่งมั่น ทำให้หลายครั้งไม่ได้มองถึงเรื่องของตลาด และลืมไปว่าการทำเงินจากสิ่งที่คิดค้นขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ และหลายครั้งก็เก็บงานดีๆ ไว้ในตู้ล้อคกุญแจไว้ ดังนั้นหากจะเป็นนวัตกรรมได้ ต้องขายได้หรือใช้ประโยชน์แพร่หลายได้จริง ดังนั้นหลายครั้งที่เราเห็นนักประดิษฐ์กลับไม่ค่อยมั่งคั่ง ในขณะที่คนทำตลาดได้มักจะมั่งคั่ง แต่คนครบเครื่องอย่างเอดิสัน ที่คิดด้วยขายด้วยก็ยังพอมีให้เห็น

นวัตกรรมวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัว คนส่วนใหญ่มักกลัวนวัตกรรม เพราะคิดว่าต้องมีรากฐานอยู่บนการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ทั้งที่จริงๆแล้ว นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการคิดค้นสิ่งใหม่อย่างเดียว แต่รวมถึงการต่อยอดหรือการนำเทคโนโลยี หรือสิ่งที่มีอยู่ไปสู่ตลาดให้ได้จริง หรือแม้กระทั่งแค่การออกแบบ และเกิดสิ่งใหม่ก็ถือเป็นนวัตกรรม ซึ่งสิ่งนี้คือความท้าทาย เพราะจากข้อมูลในอดีต นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าใจลูกค้า และนำนวัตกรรมไปตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่า นวัตกรรมไม่ได้หยุดแค่ความคิด แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคมได้ ดังนั้น ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง ประดิษฐกรรมและนวัตกรรมให้ได้ก่อน

ประดิษฐกรรม คือ การทำความคิดใหม่ที่เป็นความจริงขึ้นมาและจับต้องได้ แต่ยังไปไม่ถึงการนำไปทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือเชิงสังคม อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนคงคุ้นเคยกับสิ่งประดิษฐ์มากมายที่พอมาใช้จริงแล้วกลับไม่ตอบโจทย์นวัตกรรม คือ ความคิดใหม่ ที่ทำให้เป็นจริงขึ้นมา และยังสามารถสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่าง นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จสุดๆ ก็คือ เอดิสัน ที่นอกจากจะคิดค้นได้ แล้วยังขายได้อีกด้วย

ดังนั้น หลายครั้งที่เราคิดว่าเป็นนวัตกรรมแต่สิ่งเหล่านั้นกลับหยุดอยู่แค่สิ่งประดิษฐ์เท่านั้น ดังนั้นยังมีสิ่งประดิษฐ์อีกมากที่รอการต่อยอดเพื่อเข้าสู่ภาคการตลาดให้ได้ ดังนั้นหากคิดเองด้านตลาดไม่ได้ ต้องพยายามหาทีมงานที่มองเห็นตลาด และร่วมสร้างตลาดให้เราได้ เพราะน้อยครั้งที่จะเจอคนครบเครื่องในคนเดียว อย่างลืมนะครับว่า Steve Jobs ก็ไม่ได้คิดค้นเองได้ทั้งหมด แต่เป็นคนเชื่อมโยงสิ่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร

comments

28 April
admin

nanomedicine
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกมาสู่ชีวิตของเราอยู่เสมอ ในศตวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็นอิทธิพลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในทางที่ดีและร้ายอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิชาการที่สำคัญ การล่วงรู้ความลับของโครงสร้างอะตอม นำไปสู่ความสามารถในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ แต่ก็นำมาใช้ประหัตประหารกันได้ด้วย ความรู้เรื่องสารเคมีได้นำไปสู่อุตสาหกรรมเคมีและโพลิเมอร์ ทำให้คนทั่วไปได้มีเครื่องอุปโภคใหม่ๆในราคาไม่แพง แม้จะก่อปัญหาเรื่องมลพิษของสารเคมีตกค้างจากการเกษตรและอุตสาหกรรมในขณะเดียวกันด้วยความรู้ในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ได้นำมาสู่การประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง ความรู้เรื่องพันธุกรรมนำมาสู่การพัฒนายาและพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ใหม่ๆ แม้จะมีความเป็นห่วงกันอยู่ในด้านผลลบของเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้อยู่บ้างก็ตาม

นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เป็นเทคโนโลยีการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆขึ้นจากการจัดเรียงตัวของอนุภาคขนาดเล็ก เช่น อะตอมหรือโมเลกุลเข้าด้วยกันด้วยความแม่นยำในระดับนาโนเมตร ซึ่งต้องอาศัยวิทยาการหลากหลายสาขาทั้งเคมี, ฟิสิกส์, ชีววิทยา, อิเลคโทรนิคและอื่นๆ โดยเฉพาะสาขาคอมพิวเตอร์ วิทยาการนี้มีการค้นคว้าวิจัยในระดับห้องทดลองเป็นเวลานานกว่า 30 ปี เราเพิ่งจะรู้จักนาโนเทคโนโลยีกันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่กี่ปีมานี้เมื่อนักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามที่จะนำเอาทฤษฎีในห้องทดลองมาปรับใช้กับสินค้าทั่วไปในท้องตลาด

เมื่อนาโนเทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน จึงเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก เนื่องจากหลักการการนำนาโนฯมาปรับใช้นั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก ซึ่งสาเหตุสำคัญอย่างแรกที่ทำให้นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยีเกิดขึ้นมาได้ เป็นเพราะมีแรงหนุนมาทางด้านเทคโนโลยีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์ได้ลดขนาดลงมาก ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในขนาดนี้เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เล็กลงและเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก พัฒนากันจนซื้อเครื่องรุนใหม่มาไม่ถึงปีก็จะตกรุ่นแล้ว ในปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตัววงจรในไมโครชิพได้เล็กลงมาเรื่อยๆ เริ่มมาจนมุมกันในช่วงนาโนเมตรนี้แล้ว เพราะขาดเครื่องมือที่จะสามารถศึกษาหรือสร้างวัตถุขนาดเล็กไปถึงในช่วงนาโนเมตรนี้ได้อย่างแม่นยำ

นาโนเทคโนโลยี มี 3 สาขาหลัก

1.นาโนเทคโนโลยีชีวภาพ (Nanobiotechnology) เป็นการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีศาสตร์ ด้านชีวภาพ เช่น การพัฒนานาโนไบโอเซนเซอร์ หรือ หัวตรวจวัดสารชีวภาพ และสารวินิจฉัยโรคโดยใช้วัสดุชีวโมเลกุล
2.นาโนอิเล็กทรอนิกส์ (Nanoelectronics) เป็นการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีศาสตร์ด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและทำงานด้วยประสิทธิภาพสูง
3.วัสดุนาโน (Nanomaterials) การประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีศาสตร์ด้านวัสดุนาโน เช่น การเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรม การพัฒนาฟิล์มพลาสติกนาโนคอมโพสิทที่มีความสามารถในการสกัดกั้นการผ่านของก๊าซบางชนิดและไอน้ำ

comments

24 February
admin

มุนษย์เริ่มห็นความสำคัญของผลกระทบจากอุตสาหกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมบนโลก จึงได้มีการตั้งกฎเกณฑ์มากมายมาบังคับใช้กับผู้ผลิตภัณฑ์ การห้ามใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตชิ้นส่วนและการประกอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งข้อบังคับต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอดได้ การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมโดยพิจารณาผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตของมันตั้งแต่การสกัดแยกวัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำไปใช้ในการผลิตจนถึงการทิ้งซากผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้รวมถึงการปลดปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษ การใช้ทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และการใช้พลังงานที่เกินความจำเป็น

การสร้างความรู้และความเข้าใจในหลักการและสามารถประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการออกแบบ การวิเคราะห์สมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ การจัดการซากที่หมดอายุ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกช่วงของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และเพื่อนำไปสู่การแสดงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท ในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบริการ EcoDesign เป็นวิธีการออกแบบอย่างครบวงจรเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุน การควบคุมกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตลาด เป็นต้น

ความสำคัญของ EcoDesign มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการออกข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่สัมพันธ์กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ต่อเศษซากวัสดุจากผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ประกอบการจึงต้องปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเพื่อที่จะสามารถส่งออกสินค้าได้

comments

10 January
admin


สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ เป็น นวัตกรรมหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ตามหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลการทดลองอย่างมีขั้นตอนสามารถใช้งานได้จริง เกิดประโยชน์และใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่เพื่อการใช้งานโดยมีการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งชิ้นงานที่สร้างขึ้นนั้นอาจเป็นนวัตกรรมใหม่หรืออาจเป็นการดัดแปลงหรือพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่มีใช้งานอยู่แล้ว ทั้งนี้ชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะดังนี้
1. สิ่งประดิษฐ์ที่มีชุดต้นกำลัง เป็นผลงานการประดิษฐ์ที่ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์จะต้องอาศัยชุดต้นกำลังหรือชุดขับในการขับเคลื่อน เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ พลังงานน้ำ พลังงานลม เป็นต้น ส่งกำลังไปยังชุดทำงาน (Actuator)
2.  สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีชุดต้นกำลัง เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นได้ตามวัตถุประสงค์โดยไม่มีชุดต้นกำลังมาขับเคลื่อน เช่น อุปกรณ์แยกไข่แดง, podium , อุปกรณ์กันแก้วตก, อุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดกระจกในที่สูง ฯลฯ
3. ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นใหม่ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมโดยให้มีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นที่ผลงานที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่  โดยมีรูปลักษณ์ หีบห่อ หรือบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่ายซึ่งระบุข้อมูลที่จำเป็นของผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันตะไคร้หอมระเหย สบู่กระดาษ ฯลฯ
4. สิ่งประดิษฐ์จากการสร้างสรรค์ตามจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่สร้างขึ้นตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกระบวนการทางความคิดที่สามารถถ่ายทอดได้

สิ่งประดิษฐ์ หรือ Invention เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจ หรือความบังเอิญ โดยมีจุดประสงค์หลักที่เกิดจากความต้องการของมนุษย์เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจะเรียกว่านักประดิษฐ์ (Inventor) เราสามารถแบ่งยุคของการประดิษฐ์ออกได้เป็น 3 ยุคตามสิ่งประดิษฐ์ ได้แก่
1. ยุคต้น (ก่อนคริสศักราชถึงต้นปี500)
มนุษย์เรียนรู้การใช้ไฟและในการหลอมโลหะ ตีอุปกรณ์ ทำแก้ว ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของศาสนาและการทำมาค้าขาย ในยุคที่มีการแบ่งชนชั้นมากเช่นนี้ ผู้คนจำเป็นต้องมี การนำของไปถวายหรือบูชา ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือว่าการบูชาทำนาย ทำให้มีการทำเหมืองแบบเก่าเป็นจำนวนมาก เพื่อขุดทอง เงินและทองแดง ในการทำเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้เรื่องของเครื่องแต่งการยังเป็นยุคที่เฟื่องฟูอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้คนรู้จักการย้อมผ้าและ แล้วทักยอแบบหยาบๆ แล้ว โดยอาศัยตัวไหมและยางจากต้นไม้ ในทางเขตยุโรปผู้คนนิยมทำเครื่องเกราะ ดาบ เครื่องเงิน มงกุฎและอุตสาหกรรมต่อเรือยังเป็นอะไรที่เฟื่องฟูอีกด้วย
2. ยุครุ่งเรือง (ช่วงกลาง 500-1350)
นักประดิษฐ์ทางยุโรปเริ่มรู้จักการใช้ไฟฟ้า อาชิพนักวิทยาศาสตร์ เจริญเติบโตอย่างมากทำให้การประดิษฐ์ก้าวหน้าไปด้วย มีการค้นพบคุณสมบัติของไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ทำให้มีการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมากมาย เช่นการค้นพบคลื่นวิทยุ มอเตอร์ สนามพลัง ทำให้มีการสร้างรถยนต์ หลอดไฟ วิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งของลิเลคทรอนิคอีกมากมาย ทางทวีปแถบเอเชียได้รับอิทธิพลจากทางแถบยุโรปทำให้เจริญตามด้วย แต่ไม่มีเรื่องของการประดิษฐ์แต่จะเน้นเป็นผู้บริโภค ส่วนทางแถบอเมริกาเริ่มมีคนจากทางแถบยุโรปย้ายเข้าไปอยู่ในเขตของชนชาวพื้นเมืองซึ่งนำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากด้วย ทำให้สิ่งประดิษฐ์เริ่มมีการกระจาย และแพร่หลาย
3. ยุคปัจจุบัน (1350-ปัจจุบัน)
มนุษย์เริ่มรู้จักการประดิษฐ์ชิป มีการสร้างอุปกรณ์อิเลคทรอนิคขึ้นมามากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จรวด เรือดำน้ำ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ และกระจายไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและเท่ากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะ มหาอำนาจอย่างอเมริกา ที่มีนักประดิษฐ์มากกว่าและมีความพร้อม ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลทำให้เกิดความก้าวหน้าเร็วขึ้น แล้วเปลี่ยนการทำงานเป็นการทำงานแบบองค์กร หรือทีม

comments